สำหรับคนที่ invest in stock market และก็ property investment
เสาร์-อาทิตย์ ก็ลองนั่ง ๆ แล้วก็ run the health check ของ investment ของตัวเองด้วยก็ดีนะครับ Stock market ของเราไม่มีอะไรมาก เพราะเราเป็นพวก VI value investor; buy and keep เราไม่ใช่พวก traders ที่ซื้อมาแล้วขายไป มันก็เลยไม่ค่อยมีอะไรให้ทำมาก และเราก็มี portfolio อยู่ไม่กี่ตัว ส่วนมาก็จะเป็นพวก LICs (Listed Investment Companies) ก็อาจจะมี portfolio บางตัวที่ไม่เข้าพวก ที่ไม่ใช่ LIC อันนั้นก็ซื้อเพราะอยากลอง แต่ก็อีกแหละ ทุกตัวที่เราซื้อ เราคิดดีแล้ว และเราก็ซื้อเพื่อเก็บ ไม่ได้ซื้อเพื่อขาย ทุกอย่างที่ทำ จะเป็น strategy ของ passive income ไม่ใช่ active income ในส่วนของ investment properties เราก็ต้องมานั่งทำความรู้จักชื่อบริษัทใหม่ และ Trust ใหม่ที่ accountant ของเราเป็นคน setup ขึ้นมา เราก็ทำตามที่ accountant บอกทุกอย่าง เป็นคนว่านอนสอนง่าย เขาบอกว่า 1 Trust ไม่ควรมีอะไรในนั้นเกิน 2 entities ก็ประมาณว่า 1 Trust = properties 2 หลัง เสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องมานั่งจัด folder ว่าอันไหนอยู่ใน Trust ไหน ฟังแล้วดูดีนะ เปล่าหรอก มันมีหลายชื่อ เราก็แค่ต้องการ organise ทุกอย่างให้เข้ารูปเข้ารอย อันไหน belong to อันไหน เวลาทำภาษีทำอะไรจะได้ไม่งง ทำอะไรให้มันถูกต้อง ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ มี master mind group มีที่ปรึกษา ทุกอย่างจะง่ายขึ้นเยอะ ไม่เอาพวกที่ปรึกษาตาม facebook group นะ อันนั้น invalid consultation จ๊ะ ไม่นับ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เรื่อง wealth creation เรื่อง assett protection เราทำกันเล่น ๆ ไม่ได้ เรื่องพวกนี้ต้องมีที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งมืออาชีพเขาไม่มานั่งตอบ comment คนใน facebook group หรอก เพราะอะไรมันต้องลง detail เยอะ พวกคนที่ให้คำปรึกษาทางด้านการเงินตาม facebook group ต่าง ๆ เค๊า "คิดว่า" เค๊ารู้ anyway... อันนี้ออกนอกเรื่องละ วกกลับมาที่ topic ที่เราจ่าหน้าหัวเอาไว้ เสาร์-อาทิตย์ อย่าลืม tidy up loose end ต่าง ๆ ทำความเข้าใจกับ assett ต่างๆ ที่ตัวเองมี แล้วชีวิตจะง่าย การลงทุน คิดเยอะ จึงเหนื่อยน้อย :) Assett Protection หลาย ๆ คนอาจจะมองเป็นเรื่องไกลตัว
แค่ทำงาน แค่หาเงินก็เหนื่อยแล้ว อันนี้จริงครับ เราก็เป็นแบบนั้น คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อชีวิตคนเราเดินทางมาถึงจุด ๆ หนึ่ง รู้เอาไว้หน่อยก็ได้ ทำเอาไว้หน่อยก็ดี ไม่เสียหลาย Assett คือทรัพย์สินที่เรามี Assett Protection คือการป้องกัน จะทำยังไงเราถึงจะเก็บรักษาทรัพย์สินเหล่านั้น จากการโดนฟ้อง โดน sue หรือการ access จากกฎหมายหรือหน่วยงานของรัฐ ง่าย ๆ ก็คือการสร้างเกราะกำบังให้กับตัวเองแหละ Robert Kiyosaki เองก็เคยพูดเรื่อง assett protection ไว้เหมือนกันว่า "ทรัพย์สินทุกอย่างที่เรามี จะต้องไม่ใช่ชื่อเรา" เพราะเวลาโดนฟ้อง โดน sue มันจะลำบาก หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า "ทำไมคนต้องมาฟ้องเราด้วยหละ" เอาเป็นว่าคนที่จ้องทำลายเรามันก็มีอยู่ คนที่จ้องจะเอาของคนอื่นมันก็มีอยู่ ถ้าเขาเห็นบ้านเราหลังใหญ่ ๆ ขับรถหรู ๆ (ซึ่งเราไม่มี) แล้วถ้าเขาแกล้งมาเดินแล้วหกล้มตรง drive way ของเราหละ แล้วรวมหัวกับทนายหัวใส ฟ้องเราหละ โดนที่ทนายไม่คิดค่าบริการ แค่แบ่งค่าฟ้อง 50:50 มีเยอะจ๊ะ คนพวกนี้ ถ้าร้านอาหาร ลูกค้าแพ้ถั่ว แล้วเราเผลอใส่ถั่วเข้าไปในอาหารหละ ถ้าร้านนวด เรานวดแล้วทำเส้นเขาพลิกหละ ทำเขาพิการหละ OK แหละ เข้าใจว่าธุรกิจต่าง ๆ นานาก็จะมีประกันอยู่แล้ว พวก Public Liability Insurance เอย พวก Professional Indeminity Insurance เอย แต่นั่นมันก็ป้องกันในระดับเบื้องต้นเท่านั้น blog นี้ technical terms อาจจะเยอะ แต่ก็ลองตามอ่าน ตามศึกษาจาก blog ของเราไปเรื่อย ๆ นะครับ เดี๋ยวก็เข้าใจเอง; johnpaopeng.com คำว่า "ทรัพย์สินทุกอย่างที่เรามี จะต้องไม่ใช่ชื่อเรา" ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปซื้ออะไรโดยใช้ชื่อคนอื่น ไม่ต้องทำแบบนั้นครับ พวกเราไม่ใช่นักการเมือง ไม่ต้องไปซุกหุ้น ซุกอะไร ทำอะไรให้มันถูกต้อง ทำอะไรให้มันถูกกฎหมายไปเลย สบายใจกว่าเยอะ Kerry Packer เศรษฐี billionair ของออสเตรเลีย ทำไมเขาเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคลแค่ปีละ $1?? แสดงว่ามันต้องมีอะไรที่สามารถทำได้แบบถูกกฎหมายใช่มั้ย ถ้ามีใครทำได้มาก่อน ก็แสดงว่ามันมี way ของมัน ก็แสดงว่าเราเองก็ต้องทำได้ ก็เพราะ Kerry Packer ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรเป็นชื่อส่วนบุคคล เป็นชื่อเขาไง ทุกอย่างอยู่ในนามของบริษัท เรื่อง assett protection ก็เหมือนกัน ถ้าหมั่นศึกษา หมั่นหาความรู้ สมัยนี้ข้อมูลอยู่แค่ปลายนิ้วมือ คำว่า "ทรัพย์สินทุกอย่างที่เรามี จะต้องไม่ใช่ชื่อเรา" ก็หมายความว่า ทรัพย์สินอะไรต่าง ๆ ก็ควรอยู่ในรูปแบบของ "นิติบุคคล" ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือ entity อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งที่ประเทศออสเตรเลียเราก็จะมี "Trust" ซึ่งมันดีมากเลย Concept ของ Trust เราเคยเขียนไปแล้วใน blog ของ johnpaopeng.com ลองเข้าไปอ่านกันได้ การที่เรามี Trust แล้วเราใช้ Trust ในการซื้อบ้าน ซื้อขายหุ้น หรือทำธุรกิจ มันเป็นการ protect เราในลักษณะที่ว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เป็นชื่อเรา เราไม่ใช่เจ้าของ ต่อให้ใครมาฟ้องอะไร เราก็ไม่มีจะให้เขา ไม่โดนยึด ไม่ไดนอะไร เพราะเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้นคือ "Trust" Trust เป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น ใน 1 Trust ก็ควรมีทรัพย์สินแค่ 2 อย่าง พยายามอย่ามีเยอะ ถ้ามันจะตีกัน ก็ให้มันตีกันแค่ 2 อย่างใน 1 Trust ดังนั้นถ้าใครมีบ้านหลายหลัง มีทรัพย์สินหลายอย่างก็ต้องเปิด Trust หลาย ๆ อัน ทุกสิ่งอย่าง accountant ของเราและ legal team ของเราเป็นคนจัดการให้ ที่อื่นคิดค่าบริการเท่าไหร่ เราไม่รู้ แต่ accontant ของเราคิดค่า setup Trust แค่ $1,500.00 ซึ่งเราคิดว่าไม่แพงเลยกับความสบายใจที่เราได้มา You can sleep well at night. เจ้าของธุรกิจคนไหนอยากรู้ อยากสอบถามเรื่องนี้ ถ้าได้เจอเราตัวเป็น ๆ ถามได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ว่าจะเจอเราที่ร้านอาหารหรือ cafe ไหน ๆ ถามได้ เราไม่กัด ถ้าได้คุยกันเรื่องนี้นะ คุยได้ทั้งวัน คือมันดีมาก แต่ถ้าได้วาดรูปประกอบลงกระดาษทิชชูที่ cafe หละก็ มันได้อารมณ์มาก เราทำบ่อย :) ชื่อ Trust ของเราที่ตั้งออกมา ก็ชื่อง่าย ๆ เลย อย่างเช่น "หนูหริ่ง 1" Trust "หนูหริ่ง 2" Trust "หนูหริ่ง 3" Trust accountant เรายังถามเลยว่า เอาแบบนี้เลยหรือ เราก็บอกว่า "เอาแบบนี้แหละ จำง่าย ไม่ต้องปวดหัว" ชีวิตต้องง่าย ถ้าไม่ง่าย แสดงว่าไม่ใช่ หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าก็ซื้อทุกอย่างในนามของบริษัทเลยสิ ไม่ได้เหรอ มันก็ไม่ใช่ชื่อเราหนิ เป็นชื่อบริษัท ก็ดีในระดับหนึ่งครับ แต่เราก็ยังเป็น director ของบริษัทอยู่ดี ถ้าเกิดบริษัทเรามีปัญหาอะไรมา เราซึ่งเป็น director ก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่เราทำ assett protection ของเราคือ: 1. เปิดบริษัทขึ้นมา เราเป็น director ยกตัวอย่างเช่น "แพรหวาน Pty Ltd" 2. setup Trust ขึ้นมา "หนูหริ่ง 1-2-3-4" ว่ากันไป ใน Trust นั้นก็จะเป็นชื่อเรากับภรรยา (ลูกถ้าอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็เอาเข้ามาอยู่ใน Trust ได้) 3. ให้บริษัทเป็น Trustee ของ Trust ที่เรา setup ขึ้นมา ดังนั้นเวลาทำธุรกรรมอะไรต่าง ๆ มันก็จะเป็อะไรแบบนี้ The แพรหวาน Pty Ltd A Trustee For หนูหริ่ง 1 Trust หรือ The แพรหวาน Pty Ltd ATF หนูหริ่ง 1 Trust ปกติแล้วเราจะใช้ "ATF" แทนคำว่า A Trustee For ฟังดูอาจจะเหมือนซับซ้อน ถ้าเราทำความเข้าใจกับมันแล้ว มันง่ายและดีมากเลย เรื่องแบบนี้เราแนะนำให้ปรึกษา accountant นะครับ แนะนำคนที่มี CPA หรือ CA และ specialise เรื่อง Trust ด้วย ที่เขียนมาทั้งหมด เราก็แค่อยากจะแบ่งปันความรู้ แชร์ประสบการณ์ ถ้าเราทำได้ ทุกคนก็สามารถทำได้ครับ เราเองก็ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด อย่า limit ศักยภาพของตัวเอง คนเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว มันเริ่มมาจาก "ในหัว" เราแล้ว mind set และวิธีการคิดสำคัญมาก ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง Disclaimer: เราไม่ใช่ financial advisor ที่เขียนมาทั้งหมด ก็แค่เล่าสู่กันฟัง ตามประสาพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนต้องมี master mind group ของใครมันจ๊ะ แล้วเจอกันที่เส้นหมายปลายทาง |
บันทึกชีวิตการลงทุน เล็ก ๆ น้อย ๆ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ Archives
December 2024
|