|
เมื่ออัตตานำหน้าความจริง และการโกหกกลายเป็นเครื่องมือสร้างตัวตน
ในยุคที่ภาพลักษณ์มีมูลค่าสูงกว่าความจริง การ “แต่งเติมคุณสมบัติ” (embellished qualifications) หรือการ “อวดอ้างเกินจริง” (inflated claims) ได้กลายเป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าจะในโลกธุรกิจ การเมือง วิชาชีพ หรือบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดเกินจริงเล็กน้อย แต่หลายครั้งคือการสร้างภาพตัวตนที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อชี้นำความเชื่อของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุด, เพื่อหล่อเลี้ยง อัตตา (ego) ของผู้กระทำเอง ความหมายที่แท้จริงของ “การอวดอ้างเกินจริง” Embellishment ไม่ได้หมายถึงการโกหกแบบตรงไปตรงมาเสมอไป หากแต่เป็นการ “ขยายความจริงบางส่วน” จนกลายเป็นภาพลวง เช่น - เรียนคอร์สระยะสั้น แต่สื่อสารเหมือนจบการศึกษาระดับวิชาชีพ - เคยทำงานร่วมกับองค์กรใหญ่ แต่กล่าวราวกับเป็นผู้บริหารระดับสูง - มีประสบการณ์ช่วยเหลือผู้อื่นบางกรณี แต่สื่อสารตนเองในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญ” หรือ “ผู้กอบกู้” สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด (mislead) โดยที่ผู้พูดสามารถอ้างได้เสมอว่า “ไม่ได้โกหกทั้งหมด” นี่คือความอันตรายของ embellished claims, มันอยู่ในพื้นที่สีเทาระหว่างความจริงกับเรื่องแต่ง รากฐานทางจิตวิทยา: เมื่อ Ego ต้องการการยืนยัน จากมุมมองทางจิตวิทยา พฤติกรรมการอวดอ้างเกินจริงมักมีรากฐานจาก ความไม่มั่นคงในคุณค่าแห่งตน (insecure self-worth) บุคคลอาจรู้สึกว่าตน “ยังไม่พอ” จึงต้องสร้างตัวตนใหม่ที่ดูยิ่งใหญ่ น่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับมากขึ้น อัตตา (ego) ทำหน้าที่ปกป้องตัวตนจากความรู้สึกด้อยค่า เมื่อความจริงไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่ต้องการ ego จึงเลือก “บิดความจริง” แทนการยอมรับข้อจำกัดของตนเอง การ embellish จึงไม่ใช่แค่การหลอกคนอื่น แต่เป็นการ "หลอกตัวเอง" ว่าตนมีคุณค่าในแบบที่อยากเชื่อ Social Media: เครื่องเร่งปฏิกิริยาของการโกหกเชิงอัตตา แพลตฟอร์มออนไลน์ทำให้การอวดอ้างเกินจริงแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ภาพถ่าย คำบรรยาย และเรื่องเล่าที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี สร้าง “ตัวตนเวอร์ชันอุดมคติ” ที่ได้รับยอดไลก์ การชื่นชม และสถานะทางสังคมอย่างรวดเร็ว ปัญหาคือระบบรางวัลของโซเชียลมีเดียไม่ให้รางวัลกับความจริง แต่ให้รางวัลกับการเล่าเรื่องที่น่าดึงดูด เมื่อผู้คนพบว่าการแต่งเติมช่วยเพิ่มอิทธิพล พวกเขาจึงมีแรงจูงใจที่จะทำซ้ำ และยกระดับการอวดอ้างให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเส้นแบ่งระหว่าง “ตัวตนจริง” กับ “ตัวตนที่สร้างขึ้น” ก็เลือนหายไป Misleading Others: การละเมิดความไว้วางใจ การอวดอ้างเกินจริงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลล้วน ๆ เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อผู้อื่น เมื่อผู้คนตัดสินใจเชื่อ ทำตาม หรือมอบโอกาสให้ใครบางคนบนพื้นฐานของข้อมูลที่บิดเบือน ความเสียหายย่อมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาด การเลือกผู้นำที่ขาดคุณสมบัติ หรือการขอคำปรึกษาจากผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญจริง ในเชิงจริยธรรม นี่คือการละเมิดความไว้วางใจ (breach of trust) ซึ่งเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุด เมื่อความจริงถูกเปิดโปง ความเชื่อถือไม่เพียงหายไปจากบุคคลนั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบและวิชาชีพโดยรวม วงจรอันตรายของ Inflated Identity สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ วงจรที่ผู้กระทำติดอยู่: 1. เริ่มจากการแต่งเติมเล็กน้อยเพื่อให้ดูดี 2. ได้รับการยอมรับและผลประโยชน์ 3. Ego เติบโตและต้องการการยืนยันมากขึ้น 4. ต้องแต่งเติมมากขึ้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์เดิม 5. ใช้พลังงานมหาศาลเพื่อปกป้องเรื่องเล่า ทำไมบางคนจึง “เลือก” ความจริง ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่ยอมรับข้อจำกัดของตนเอง และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา, even เมื่อยังไม่สมบูรณ์, มักสร้างความน่าเชื่อถือระยะยาวได้มากกว่า การพูดว่า “ผมยังเรียนรู้” หรือ “ผมมีประสบการณ์จำกัดในเรื่องนี้” อาจดูไม่เร้าใจในระยะสั้น แต่สะท้อน ego ที่มั่นคง และความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากการดูยิ่งใหญ่ แต่มาจากความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับความจริง (integrity) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่สามารถแต่งเติมได้ Ego ที่แข็งแรง ไม่ต้องพึ่งคำโกหก การ embellish qualifications หรือ inflating claims อาจให้ผลลัพธ์เร็วในระยะสั้น แต่แลกมาด้วยต้นทุนทางจิตใจและศีลธรรมที่สูงมาก ในโลกที่ข้อมูลตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ความจริงย่อมตามทันเรื่องเล่าเสมอ อัตตาที่แข็งแรงไม่จำเป็นต้องสร้างภาพ เพราะมันยืนอยู่บนความจริง การยอมรับในสิ่งที่ตนเป็น, ไม่มากไป ไม่น้อยไป, คือรากฐานของความน่าเชื่อถือ ความเคารพ และความสำเร็จที่ยั่งยืน ท้ายที่สุด การไม่โกหกในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น ไม่ใช่แค่การไม่หลอกผู้อื่น แต่คือการไม่ทรยศต่อตัวเอง ซึ่งอาจเป็นความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของภาพลักษณ์ลวงตา จาก จอห์น เผ่าเพ็ง นักเรียนจิตวิทยาคนหนึ่ง; #UTS #Psychology 💕💕💕 31/12/2025 💕💕💕 บ้านหลังนี้ ลูก ๆ ทั้ง 2 คนได้ band 6 ทั้ง 2 คนครับ
คนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็แค่นี้แหละที่ต้องการ จริง ๆ เรากับภรรยาไม่เคยกดดันลูกเรื่องการเรียน เพราะเคยกดดันลูกชายคนโตมาแล้วตอน year 3-4 อยากให้เขาสอบเข้า selective school ช่วงนั้นเรียนพิเศษหนักมาก แบบฝึกหัดเยอะมาก ลูกดูไม่มีความสุข แต่รู้ไหม พอ year 5, เขาสอบเข้า selective school ไม่ได้ เราก็เลิกให้เขาเรียนพิเศษ มันคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง ลูกมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น ตอนนั้นเราเป็นอาจารย์สอนที่ high school เราก็ใช้วิธีเอาแบบฝึกหัดของ high school มาให้ลูกทำ ตอนลูกชายเราเรียน year 6 เขาทำแบบฝึกหัดของ year 7 (Maths) ไปเกือบหมดแล้วครับ เพื่อแลกกับการเล่นเกม Minecraft 30 นาที เขาคือเด็กนักเรียนไม่กี่คน ที่สมัยนั้นมี laptop ใช้ daddy ไม่เคยซื้อของเล่นให้ลูก แต่จะซื้ออะไรที่เกี่ยวกับการศึกษา ส่วนลูกสาวก็ไม่เคยให้เรียนพิเศษเลย เป็นการตัดสินใจที่ถูก และเขาไปทางสาย dance มีความสุขกันอยู่ 2 คน คุณลูกสาวกับคุณแม่ ลูก ๆ จบ Year 12 with flying colours daddy และ mummy ก็ดีใจ การศึกษา หากคุณพ่อคุณแม่มีวินัยกับลูก ๆ นะครับ ฝึกเขาตั้งแต่เด็ก ที่เหลือทุกอย่างจะ autopilot เอง เอาเป็นว่าเราเป็นอาจารย์สอน high school และเรารู้ว่าเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง "วินัย" และ "ความเข้าใจธรรมชาติของลูก" สำคัญกว่าการบังคับเรียนพิเศษ Band 6 ทั้งสองคนคือความภูมิใจของครอบครัว 22/12/2025 Airlie Beach & Hamilton Island, QLD
ศูนย์รวมเด็ก Working Holiday (Subclass 417) และ Work and Holiday (Subclass 462) เหมาะสำหรับหนุ่ม ๆ สาว ๆ บอกเลยว่า "งานดี" มากครับทุกคน Airlie Beach จะเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองท่องเที่ยว อาหารก็จะแพงมาก ถ้าเมืองใหญ่ที่ใกล้ Airlie Beach ก็จะเป็น Mackay ซึ่งห่างจากกัน 1.5hr Airlie Beach จะแตกต่างจาก Cairns Cairns จะคึกคื้นกว่า ของกินไม่แพง และกลางคืนก็ออกเปรี้ยวกันได้ โดยส่วนตัวแล้ว QLD คือ destination ของเราสำหรับหน้าหนาว Winter 2025 คือหนาวสุดท้ายของเราที่ NSW 2026 เราจะโบยบินแล้ว จะล่องลอยแล้ว ที่ไหนก็ได้้ ที่มันอุ่นกว่า NSW ที่ Cairns มี coworking space ด้วย สบาย และ service apartment มีเยอะแยะ ที่พักที่มีครัวและห้องซักผ้าด้วย... and of course Singapore and Thailand ยังทำงานเหมือนเดิมนะครับ ชีวิตทุกวันนี้เป็นนก ปีหน้า (เดือนหน้า) ก็น่าจะเริ่มเป็นผีตองเหลือง ไปเรื่อย ๆ กระเป๋าใบเดียว ชีวิตการทำงานที่เลือกได้ มันคือ "นิพพาน" ของคนทำงาน เราชวนเขามาลำบากที่นี่
ผ่านไปหลายปี 2026; สบายซะทีนะ ลูกคนเล็กจบ Year 12 แล้ว เรา 2 คนก็เริ่มออกโบยบิน เริ่มใช้ชีวิต ชีวิตการเงิน พวกเรา OK แล้ว ชีวิตเรื่องลูก พวกเรา OK แล้ว ชีวิตหน้าที่การงาน ต่อให้เลิกทำงานวันนี้ เราก็มีรายได้จาก passive income เข้ามาทุก week ก็เพียงพอต่อการใช้จ่าย ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ชีวิตไร้หนี้สิน ชีวิตไร้หนี้สิน และ Passive Income คือนิพพานของคนทำงาน ปี 2026 เป็นปีแห่งอิสรภาพ Financial Freedom อย่างแท้จริง 🕊️💸🎉 จอห์น เผ่าเพ็ง; ที่ปรึกษาการตั้งรกรากในออสเตรเลีย Australia Settlement Strategist สถานีรถไฟที่เวียงจันทน์ สถานีคำสะหวาด Khamsavath 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕
สถานีค่อนข้างเงียบ น่าจะเป็นสถานีหลักระหว่างไทย-ลาว ก็มี customs; arrival และ departure ขาออกนอกประเทศ ก็ต้องกรอกใบ departure เสียค่าบริการ 10,000 กีบ หรือถ้าเป็นเงินไทยก็ 20 บาท ใครจ่ายเป็นเงินกีบ 10,000 กีบ ก็จะถูกกว่า เราจ่ายเป็นเงินกีบ เรามีเงินกีบ 10,000 กีบ = 14.76 บาท สถานี Khamsavath มี cafe ไม่เยอะ แค่ประมาณ 3 cafe เล็ก ๆ และเปิดแค่ 1-2 cafe เท่านั้น ธนาคารแลกเงิน ถ้าเสาร์-อาทิตย์ ก็อาจจะปิด ใครมาก่อน ก็จะมีโต๊ะนั่ง เพราะทั้งร้านมีแค่ 3 โต๊ะ เราก็สั่ง Matcha Latte: 55,000 กีบ = 81.17 บาท กาแฟลาว: 55,000 กีบ นั่งร้านเขานาน ก็ต้องสั่งหลายรอบครับ 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕 มันคือมารยาท 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕 การทำงานของ customs ค่อนข้างช้า เพราะไม่มี smart gate ก็ต้องยืนเข้าแถวค่อนข้างนาน (30 นาที) เมื่อเข้าไปในสถานีแล้ว ออกมาไม่ได้ และมันก็มีรถไฟขบวนเดียวแหละ ที่มาจากหนองคาย พอคนลงเสร็จ เราก็ขึ้นไป เราก็ขึ้นไปแบบงง ๆ แหละ เพราะเราก็รอประกาศว่านี่ใช่ขบวนที่ถูกต้องหรือเปล่า เขาก็ไม่ประกาศซะที เขาประกาศแค่ว่านี่เป็นขบวนมาจากหนองคาย เราก็รอประกาศว่า แล้วขบวนไหนล่ะจะไปหนองคาย สรุปก็ขบวนเดียวนี่แหละ เขาส่งคนแล้ว เขาก็จะกลับไปไทย เราเห็นคนเดินขึ้น เราก็ขึ้นตาม ๆ เขาไป ไม่ได้ฟังเสียงประกาศอะไร เราไปรถนอนชั้น 2 เตียงล่าง ทั้งตู้มีผู้โดยสารไม่เกิน 10 คนครับ เงียบมาก แต่ถ้าเป็นชั้น 2 รถนั่ง คนก็จะเยอะหน่อย ถ้าชั้น 3 เป็นพัดลม ....hmmmm.... คนเยอะเลยล่ะ เล่าสู่กันฟังนะครับ เผื่อใครอยากเดินทางทางรถไฟบ้าง ตัวเราเอง เพิ่งกลับมานั่งรถไฟเมื่อปีที่แล้วนี่เองครับ 2024 ชีวิตง่ายขึ้นเยอะครับ ชีวิตคนเรามันไม่ต้องเร่งรีบตลอดเวลาบ้างก็ได้ รถไฟก็มีหลายราคาให้เลือกตามกำลังทรัพย์ เราไม่จำเป็นต้องบินเสมอไป ...ฉันรักการรถไฟไทย... 💕💕💕 การเดินทางไทย-ลาว ไม่จำเป็นต้องบินเสมอไปนะครับ
ถ้าไม่รีบมาก ก็การรถไฟไทยนี่แหละตอบโจทย์ เวียงจันทน์สถานีคำสะหวาด - อุดร 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕 ชั้น 2 รถนอน สะดวกสบายมากครับ จากเวียงจันทน์-อุดร ไม่ต้องนอนก็ได้ จริง ๆ จันทน์-อุดร ไม่ไกล แต่รถไฟต้องจอดเมื่อให้ทุกคนผ่าน ต.ม. 1 ชั่วโมง ที่สถานีหนองคาย เวียงจันทน์ - หนองคาย: 30 นาที หนองคาย - อุดร: 45 นาที แต่สำหรับใครที่ไปลงที่กรุงเทพ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัตน์ ชั้น 2 ตู้นอนก็สะดวกสบายนะครับ เวียงจันทน์-สถานีกลางกรุงเทพอภิวัตน์ - ชั้น 2 รถนอน ปรับอากาศ: เตียงล่าง 874 บาท - ชั้น 2 รถนอน ปรับอากาศ: เตียงบน 784 บาท - ชั้น 2 รถนั่ง ปรับอากาศ: 574 บาท - ชั้น 3 พัดลม: เตียงล่าง 281 บาท เวียงจันทน์-อุดร - ชั้น 2 รถนอน ปรับอากาศ: เตียงล่าง 545 บาท - ชั้น 2 รถนอน ปรับอากาศ: เตียงบน 455 บาท - ชั้น 2 รถนั่ง ปรับอากาศ: 235 บาท - ชั้น 3 พัดลม: เตียงล่าง 111 บาท - ชั้น 2 รถนอน ปรับอากาศ: จะมีแค่ตู้เดียว คนไม่เยอะ เงียบ - ชั้น 2 รถนั่ง ปรับอากาศ: มีหลายตู้ - ชั้น 3 พัดลม: มีหลายตู้ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและฐานะของเรามันก็ยังมีอยู่ แก้กันยังไม่ได้ หากคุณลงเครื่องที่เวียงจันทน์ 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕
ไม่เป็นไรนะ นั่ง taxi ไปที่โรงแรมก่อน จ่ายเป็นเงินไทยได้ อาจจะ overpriced นิดหน่อย คนขับ taxi ส่วนมากก็จะเสนอตัวว่า "ถ้าพี่ต้องการไปไหน โทรเรียกผมนะครับ"... blah... blah อย่าตกหลุมพรางเขานะครับ ที่ลาวก็มี application เรียกรถ สะดวกสบาย ก็เหมือนกับ Grab บ้านเรานั่นแหละ เมื่อถึงโรงแรม แล้วต่อ WiFi แล้ว download "Loca" application นะครับ ใช้เรียกรถ เรียก taxi ราคาเป็นมิตรมากครับ ตัดผ่านบัตร debit card ของออสเตรเลียได้ นั่งชิล ๆ จากจุด A ไปจุด B แถว ๆ เวียงจันทน์ก็ 85,000 กีบ = 125 บาท = $5.90 AUD ถ้าใคร load เอาไว้เลยก่อนเข้าประเทศ ก็จะประหยัดเงินไปอีก เมื่อไปถึงสนามบิน ก็กดเรียกได้เลย ไม่ต้องใช้ taxi ที่นั่น บอกเล่า เก้าสิบ tips & tricks 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕 เปรียบเทียบราคาอาหารที่เวียงจันทน์ 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕
Plain croissant ในโรงแรม = 45,000 กีบ = 66.41 บาท ถ้าเป็นแขกที่พักในโรงแรม = 33,700 กีบ = 49.73 บาท แต่ถ้าเดินไปอีกหน่อย 500 เมตร เดินไป ถ.สีหอม แหล่งท่องเที่ยว = 25,000 กีบ = 36.89 บาท ปรกติจะไม่กินแป้ง แต่บางทีมันก็ no choice เพราะต้องนั่งใน cafe ที่ Lobby ของโรงแรม check-out แล้ว นั่งรอเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนเรียกรถผ่าน Loca App ไปสถานนีรถไฟเวียงจันทน์ ไปอุดรโดยรถไฟครับ ที่เขียนมาทั้งหมดก็แค่อยากจะบอกว่า อาหารข้างนอกโรงแรมค่อนข้างถูกนะครับ เดินออกมาอีกหน่อย ประหยัดเงินไปเยอะเลย 💕💕💕 Note: Almond croissant ในโรงแรม = 65,000 กีบ = 95.92 บาท (Holiday Inn) ตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย ก็ drafted assignment เอาไว้แล้วแหละ
แล้วก็มานั่งสานต่อ มา proofread แล้ว submit assignment ที่เวียงจันทน์ 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 💕💕💕 หลายคนอาจจะบอกว่ามันต้องขนาดนี้เลยหรือ ใช่ครับ มันต้องขนาดนี้เลย เพราะ trip มันเลื่อนไม่ได้ และ assignment มันก็เลื่อนไม่ได้ ก็แค่นั้นเอง ก็นั่งทำ assignment ไป มองดูแม่น้ำโขงไป ชิลดีออก เป็น trip ที่ไม่ออกไปไหนเลย เดินไกลสุด ห่างจากที่พัก 500 เมตร (ถ.สีหอม) แค่นั้นแหละ เดี๋ยวเดือนหน้ามาเก็บตกกันอีกรอบกับหม่อมแม่และหม่อมน้า กับชีวิตที่เลือกแล้ว มันก็ต้องไปต่อนะครับ ...ชีวิตนักศึกษาท่านหนึ่ง... UTS Psychology 💕💕💕 แต่รู้ไหม เรามีความสุขมากเลยนะ กับการที่ได้เรียน เวียงจันทน์ 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦
จะอย่างไรเสีย เราแนะนำให้ถือเงินกีบนะครับ ดีกว่าถือเงินไทย 💸💸💸 ทุกร้าน รับเงินไทยแหละ แต่ทอนเป็นเงินกีบ ปัญหาคือ ไม่มีเงินทอน เพราะ bank note ที่เราถือมันมีมูลค่าเยอะเกินไป อย่างเช่น bank note 1,000 บาท หรือ bank note 500 บาท วันแรกชีวิตการใช้เงินก็จะขลุก ๆ ขลัก ๆ หน่อย วันที่สอง เราก็เลยไปแลกเงินที่ธนาคาร ชีวิตง่ายขึ้นเยอะครับ ทำตัวให้เหมือน local ดีที่สุด 🇱🇦 🇱🇦 🇱🇦 |
AuthorJohn Paopeng Archives
February 2026
Categories |
RSS Feed