|
West End, QLD 🏠 🏠 🏠💰🏡 💰
1 ห้องนอน 1 ห้อง study ซื้อมา 28 July 2022 แบบไม่ตั้งใจ ช่วงนั้นพาลูกสาวไปเรียน Ballet ที่ Brisbane 1 week แล้วพักอยู่แถว West End พอดี ก็เลยซื้อเอาไว้ เผื่อลูกสาวต้องมาเรียน Ballet ที่ Brisbane (ได้ offer นะ แต่ไม่เอา) ตอนนี้ ค่าเช่า: $600/week วันนี้ 23 April 2026 Home Loan เหลือ: $18,747 จะเหลือ $0 ภายใน 30 June 2026 หรือเปล่านะ!!! ไม่กดดันตัวเอง แต่ก็อยากให้เหลือ $0 ไว ๆ บันทึกเอาไว้เป็นความทรงจำ 💕💕💕 Business Beyond Borders 🇸🇬 🇹🇭 🇦🇺 23/04/2026 💕💕💕 John Smith เป็นชายชาว Aboriginal อายุ 58 ปี ถูกส่งต่อมายัง ทีมสหวิชาชีพด้านโรคเรื้อรัง โดย GP เนื่องจากมีความกังวลว่า John ยังยอมรับภาวะสุขภาพของตนเองได้ไม่ดี และมีปัญหาในการปฏิบัติตามแผนการรักษา
1. ปัญหาสุขภาพหลัก John มีการวินิจฉัยดังนี้ เบาหวานชนิดที่ 2 วินิจฉัยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 อาการปวดหลังเรื้อรัง วินิจฉัยเมื่อเดือนมีนาคม 2020 หลังจากได้รับบาดเจ็บที่หลัง Generalized Anxiety Disorder วินิจฉัยเมื่อเดือนมีนาคม 2020 ตั้งแต่ GP วางแผนการจัดการโรคให้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 John มีปัญหาในการทำตามแผน ส่งผลให้มีอาการเพิ่มขึ้น เช่น เหนื่อยล้า กระหายน้ำ มองเห็นภาพไม่ชัด ครอบครัวยังสังเกตว่าเขามีความวิตกกังวลมากขึ้นด้วย 2. ปัญหาในการทำตามแผนการรักษา แผนการรักษาของ John ประกอบด้วย การนัดพบ GP ทุกสองสัปดาห์ การใช้ยา การตรวจระดับน้ำตาลและบันทึกค่า การปรับพฤติกรรมสุขภาพ การเลิกสูบบุหรี่ การจัดการอาการปวด อย่างไรก็ตาม John มีปัญหาหลายอย่าง เช่น ขาดนัดเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ Aboriginal support ไม่อยู่ ไม่อยากรบกวนครอบครัวเรื่องการเดินทาง บางครั้งลืมเติมยา ลืมบันทึกระดับน้ำตาล ไม่ได้ไปพบนักกำหนดอาหาร อาการปวดหลังและความวิตกกังวลทำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เคยพยายามเลิกบุหรี่ แต่รู้สึก overwhelmed ใช้เทคนิคจัดการอาการปวดได้ไม่สม่ำเสมอเมื่อรู้สึกเครียดมาก 3. ประวัติสุขภาพจิต John ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องประวัติสุขภาพจิตของตนเอง จึงมีการได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกพี่ลูกน้องของเขา เธอให้ข้อมูลว่าพ่อของ John เคยเป็นเบาหวาน และ John มักกังวลเรื่องพ่อมาตั้งแต่เด็ก John จะรู้สึกสบายใจและวิตกกังวลน้อยลงเมื่ออยู่กับครอบครัวและชุมชน หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ครอบครัวสังเกตว่า John มีอาการวิตกกังวลมากขึ้น เช่น ขอคำยืนยันบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงบางสถานการณ์ และกังวลทั่วไปมากขึ้น John ไม่เคยได้รับการรักษาสำหรับความวิตกกังวลโดยตรง เมื่อรู้สึก overwhelmed เขามักกลับไปอยู่บน Country ประมาณสองสามสัปดาห์ ซึ่งเขาบอกว่าสิ่งนี้ช่วยให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวตนและชุมชน แต่ก็ทำให้ยิ่งยากต่อการไปนัดหมายและทำตามแผนรักษา 4. ประวัติการใช้สาร ดื่มเบียร์ประมาณ 1–2 ขวดต่อสัปดาห์ สูบบุหรี่วันละประมาณ 5 มวน เคยพยายามเลิกสูบ แต่จะรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเมื่อพยายามเลิก 5. สุขภาพกายและพฤติกรรมสุขภาพ John มีน้ำหนักเกินในระดับปานกลาง และไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ 6. บริบทครอบครัวและสังคม John อาศัยอยู่ร่วมกับภรรยาชื่อ Mary และมีความใกล้ชิดกับครอบครัวขยาย เขามีลูกสาวชื่อ Sarah ลูกเขยชื่อ Paul และหลานฝาแฝดชื่อ Kim กับ Sam นอกจากนี้ยังมีลูกพี่ลูกน้องชื่อ Jess และน้องสาวชื่อ Kim อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ของเขา เขายังดูแลหลานคนอื่น ๆ บางครั้งเป็นเวลาหลายเดือนด้วย John รักการเป็นคุณตา/ปู่มาก และมีแรงจูงใจสูงที่จะมีสุขภาพดีเพื่อจะได้อยู่กับหลาน ๆ ให้นานที่สุด 7. จุดแข็งและบทบาทในชุมชน John มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับ mob ของเขาและกับชุมชน Aboriginal ในท้องถิ่น เขาเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนเป็นประจำ และทำหน้าที่เป็น mentor ให้กับชายหนุ่ม Aboriginal ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความหมายกับเขามาก ก่อนบาดเจ็บหลัง John เคยทำงานเป็นช่างเชื่อม และยังชอบใช้เวลาอยู่ใน workshop ที่บ้าน ช่วยคนอื่นทำงานซ่อมหรือปรับปรุงบ้าน แต่หลังจากบาดเจ็บ เขาไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้มากเหมือนเดิม และบอกว่าการสูญเสียความคล่องตัวเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากมาก 8. ประสบการณ์กับระบบสุขภาพ John รู้สึกสบายใจกับ Aboriginal Medical Service และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Aboriginal mental health workers บางคน เขาไม่ชอบโรงพยาบาล เพราะมีความทรงจำเกี่ยวกับวิธีที่แม่ของเขาเคยถูกปฏิบัติเมื่อต้องเข้าโรงพยาบาล และในแผนผังครอบครัวยังระบุด้วยว่าครอบครัวมีประสบการณ์เรื่องการเหยียดเชื้อชาติในระบบสุขภาพ นักเรียนก็ต้องเตรียม session ให้กับ John เอาจริง ๆ นะ ถ้าคุณทำงานอย่างที่เราทำ โดยเฉพาะ face-to-face consultation เราเจอมาแล้วแทบทุกเรื่องราว สิ่งที่เราเรียนเหล่านี้ มันก็มาช่วยเสริมกับงานที่เราทำอยู่ได้ ปิด job อย่างงดงามสำหรับ UTS 🎓🎉 รอรับปริญญา 🎓🎉 18/04/2026 💕💕💕 Autumn ที่ออสเตรเลีย สวยงามเสมอ
เสาร์-อาทิตย์ เราเปิดโทรศัพท์มือถือเป็น flight mode ไม่มีใครรบกวน เราใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เงียบ ๆ เรียบ ๆ แค่พวกเรา 4 คนไม่วุ่นวายกับใคร ลูก ๆ มีออกไปหาเพื่อน ๆ ของพวกเขาบ้าง ลูกชายก็กลับบ้านช่วง weekend ลูกสาวก็หัดขับรถกับคุณแม่ คุณพ่อก็เรียนหนังสือ เปิด email ตอบลูกค้าบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้นั่งทำ case จริงจัง 💕💕💕 UTS: Graduate Diploma in Psychology (อนุปริญญาโท เทียบเท่ากับปริญญาตรี สำหรับใครที่ต้องการไปต่อ เป็น Psychologist แบบมีใบอนุญาต) จากการเรียนจิตวิทยาที่ UTS เราจะสังเกตว่าทุกวิชา 2 weeks สุดท้ายจะพูดถึงจิตวิทยาสำหรับชาว Aboriginal และ Torres Strait Islander ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่สวยงาม หากคนเข้าใจพวกเขามากขึ้น ปฏิบัติต่อพวกเขาดีขึ้น เราคิดว่าความ rebellious ของพวกเขาก็คงน้อยลง สุดท้ายและท้ายที่สุด มันก็ลงเอยกันที่ความ "empathy" ความเห็นอกเห็นใจ เราว่ามันทำให้โลกนี้สวยงามนะ เหนือสิ่งอื่นใด อาทิตย์เราอ่าน lecture ของวิชาสุดท้ายของ Graduate Diploma in Psychology จบแล้วครับ เหลือแค่ส่ง assignment ตัวสุดท้าย 24 April 2026 ก็จบแล้วครับ... ในที่สุด 💕💕💕 ก็จะได้ทำอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตต่อ 💕💕💕 12/04/2026 💕💕💕 บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TF MAMA เป็นผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มบะหมี่ 61% ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (เช่น ฟาร์มเฮ้าส์ที่ถือหุ้นอยู่ 51%) 27% และผลิตภัณฑ์อื่นๆ 12%
1. ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดรวมกว่า 28,000 ล้านบาท (โดยเป็นเงินสดที่บริหารจัดการจริงประมาณ 12,000 ล้านบาท) บทเรียนจากอดีต: นโยบายนี้เริ่มขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งบริษัทเคยเผชิญกับภาวะไม่มีเงินและมีหนี้สินต่างประเทศ จึงตั้งปณิธานที่จะเก็บออมและลงทุนเฉพาะสิ่งที่ถนัด นโยบายการเงินที่ชัดเจน: บริษัทจัดสรรกำไรโดยนำไปจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% นำไปลงทุนขยายกิจการ 25% และเก็บเป็นทุนสำรองอีก 25% เตรียมพร้อมลงทุนใหญ่: เงินสดจำนวนนี้เตรียมไว้สำหรับการลงทุนเครื่องจักรและสร้างโรงงานเพิ่มเติมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับเป้าหมายยอดขายบะหมี่ 30,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องกู้ยืม 2. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าควบคุมราคา ทำให้บริษัทปรับขึ้นราคาได้ยากมาก (เช่น จากปี 2551 กระโดดมาปรับอีกทีในปี 2565 หรือห่างกันถึง 14 ปี) ในปีที่ต้นทุนวัตถุดิบ (น้ำมันปาล์ม, แป้งสาลี) พุ่งสูงจนยอดขายในประเทศแทบไม่มีกำไร บริษัทอาศัยการ "ใช้กำไรจากการส่งออกและเงินปันผลจากการลงทุนมาอุดหนุน" เพื่อประคองธุรกิจไม่ให้กระทบผู้บริโภคชาวไทย และเอาชนะคู่แข่งด้วยเกมของการผลิตจำนวนมาก (Volume) และการบริหารต้นทุนที่ต่ำกว่า 3. การขยายตลาดและการผลิต ตลาดในประเทศ: แม้ประชากรไทยจะไม่เพิ่มขึ้น แต่อัตราการบริโภคต่อคนยังคงเติบโต (จาก 53 ซอง เพิ่มเป็น 55 ซอง/คน/ปี) ปัจจุบันกำลังการผลิตในประเทศล้นเกิน 100% จนต้องให้พนักงานทำโอที บริษัทจึงกำลังเร่งติดตั้งเครื่องจักรใหม่ ตลาดต่างประเทศ: มาม่าส่งออกไปแล้ว 68 ประเทศทั่วโลก และมีฐานการผลิตใน ฮังการี พม่า กัมพูชา และบังกลาเทศ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และตอบสนองความสดใหม่ของสินค้า โดยตั้งเป้าให้ตลาดต่างประเทศเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) 4. การเจาะตลาดพรีเมียม (Premium Segment) การเข้ามาของบะหมี่เกาหลีทำให้ผู้บริโภคยอมรับกำแพงราคาที่ 40-50 บาทต่อซองได้ มาม่าจึงส่งผลิตภัณฑ์กลุ่ม "มาม่า OK" เข้ามาเจาะตลาดพรีเมียม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจนมีสัดส่วนกว่า 10% ของตลาดบะหมี่เส้นหนา และในปีที่ผ่านมากลุ่มสินค้านี้เติบโตถึง 30% ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการใช้กลยุทธ์การตลาดและพรีเซ็นเตอร์ที่แม่นยำ เช่น Squid Ink ซึ่งสร้างกระแสได้เป็นอย่างดี 5. มุมมองต่ออนาคตและอุตสาหกรรมอาหารไทย บริษัทมีการทำ R&D เพื่อเตรียมรับมือกับเทรนด์สุขภาพและสังคมสูงวัย แต่พบว่าผลิตภัณฑ์ที่มุ่งสุขภาพมากเกินไป (เช่น ไม่มีผงชูรส หรือทำจากผัก) มักขายไม่ได้จริง เพราะผู้บริโภคยังคงเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจาก "ความอร่อย" เป็นหลัก ในมุมมองอุตสาหกรรมอาหารไทยในเวทีโลก ผู้บริหารมองว่าผู้ผลิตไทยควรชูจุดขายเรื่อง "ความเป็นไทยแท้ (Authentic)" เช่น ต้มยำกุ้ง มากกว่าที่จะพยายามไปทำอาหารเลียนแบบชาติต่างๆ เพราะต่างชาติชื่นชอบและพร้อมบริโภคความเป็นไทยอยู่แล้ว 💕💕💕 Source: YouTube ช่องลงทุนแมน ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น
ค่าขนส่งก็ต้องเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าก็ต้องเพิ่มขึ้น กำลังคนซื้อก็ต้องน้อยลง เศรษฐกิจก็จะฝืด ถ้าหากคุณยังใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิม คุณใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาทมากเลย คนอื่นใช้ชีวิตอย่างไร เราไม่รู้ แต่ของเรา ก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนแล้วบ้างเล็กน้อยภายในครอบครัว เพราะลูกชายเราก็ยังขับ Hybrid (รถเก่าเรา) นี่คือจากคนที่ไม่มีหนี้นะ และรถก็ EV 2 คันที่บ้าน และมีแผง solar cells ที่บ้าน เตรียมตัวเอาไว้ก่อน ป้องกันแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ธุรกิจหน้าร้าน เตรียมรับมือเอาไว้เลย คนจะจับจ่ายใช้สอยน้อยลง และเราก็จะเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนตัวเราเอง ตอนนี้เริ่มรัดเข็มขัดแล้ว อย่างเป็นทางการ งานบริการ ที่คนต้องมี disposable income ถึงจะมาใช้บริการ เตรียมตัวได้รับแรงกระแทกได้เลย อย่าคิดว่า "คงไม่เป็นไรหรอก ไม่เกี่ยวกับเรา" hmmmm คิดใหม่นะครับ จากคนที่ผ่านเหตุการณ์ 9/11 และ Global Financial Crisis 2008 เศรษฐกิจ มันเกี่ยวนะครับ ทุกคนเลยแหละ ปากท้อง ต้องกินต้องใช้ มัน take time นะครับในการ recover คุณมีเงินเก็บมากน้อยแค่ไหน lifestyle ของคุณควรเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าหากคุณยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม บอกได้เลยว่า คุณใช้ชีวิตด้วยความประมาทมาก ลองทำการบ้านกันดูนะครับทุกคน ลองดูยอดขายของคุณ หลัง Easter Holidays นะครับ ธุรกิจหน้าร้านทั้งหลาย ส่วนเรา ก็ก้มหน้าทำงาน หาเงินต่อไป ปฏิเสธทุก event ที่ยังไม่มี commitment It is OK to say "No" และหลาย ๆ อย่าง "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" 03/04/2026 💕💕💕 |
AuthorJohn Paopeng Archives
June 2026
Categories |
RSS Feed