|
ทุกเสาร์เช้า ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนบนโลกใบนี้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ จ่ายค่า weekly allowance ให้กับลูกชาย
- ค่าเช่าบ้านที่ Sydney - ค่ากินค่าอยู่ อีกไม่กี่เดือนน้องก็เรียนจบแล้วครับ ก็คงฝึกงาน ส่ง thesis แล้วจบ ใจของ daddy ก็อยากให้ลูกพัก ให้ลูก take a gap year สักครึ่งปีก็ยังดี เราอยากให้เขาออกไปท่องโลก หาประสบการณ์ในชีวิต ก่อนที่จะเริ่มทำงาน ลูกทุกคนที่ take gap year เราจะ support เองเรื่องการเงิน การเดินทาง การออกเดินทางท่องโลก มันช่วยได้มากนะครับ มันเปิด perspective in life ได้ค่อนข้างเยอะ บางสิ่งบางอย่างมันไม่มีเรียนให้ห้องเรียน มันต้องออกไปสัมผัสเอง เราในฐานะที่ออกจากบ้าน ออกมาจากเมืองไทยตั้งแต่เด็ก มันถึงได้หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้ แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา mummy ยิ่งปกป้องเขาอยู่ ไม่ให้เราไปแทรกแซงชีวิตของลูกมาก แตะต้องลูกเขาไม่ได้เด้อ เขาก็หวงของเขา ส่วนเราก็ liberal ในแบบของเรา เราอยากให้ลูกปล่อยชิลมากกว่า ไม่ต้องเครียดอะไรมากกับชีวิต อยากให้ just being present และมีความสุขแบบรายวัน อะไรทุกอย่าง daddy ก็หาเอาไว้ให้ลูกทั้ง 2 หมดแล้ว ...วันเสาร์... บ่นเสร็จแล้วก็ทำ assignment ต่อ เทอมนี้ 2 วิชา; UTS อาทิตย์หน้าก็จบเทอมนี้แล้วครับ เป็น 1 เทอมของ UTS ที่นั่งเรียนและทำ assignment นอกประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเราก็มี student advisor โทร check ทุก ๆ 2 weeks จบ UTS ก็ต้องมาปั่น Cert IV in Finance and Mortgage Broking ต่อนะครับ อันนี้ต้องเอาไปต่อยอดธุรกิจ ส่วนของ UTS เราไม่ได้เอาไปต่อยอดอะไร เราเรียนเพื่อรู้เฉย ๆ ...จบข่าว... 21/02/2026 💕💕💕 "ตึกใบหยก" ตึกที่เคยสูงที่สุดในประเทศไทย
ตอนนี้เป็นลำดับที่เท่าไรเราไม่รู้ ตอนเป็นเด็ก.. hmmm... "ตึกใบหยก" ดูไกลเกินตัวนะ ตอนนี้พอมีเงินหน่อย ก็เออ อยากไปลองนะ เห็น lunch buffet; 699 บาทต่อคน (2 ชั่วโมง) ก็ไม่แพงเกินเอื้อม หลายชั้น หลายราคานะครับ แล้วแต่เราจะเลือกไป สำหรับเรา ก็ 699 นี่แหละ แพง แต่ไม่แพงจนเกินไป ครั้งหนึ่งก็ยังดี ก็เลยไปกับลูกสาวและภรรยา เสียดาย trip นี้ลูกชายไม่ได้มาด้วย ...hmmm... อาหารอร่อยนะครับ แต่จุดขายก็คงอยู่แค่ "ความสูงของตึก" เพราะนอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรเด่น หรือแตกต่างจากร้านอาหารทั่ว ๆ ไป เอาจริง ๆ นะ ลูกสาวเลือกร้านแจ่ม ๆ จาก Instagram ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ อ๊ะ อยากมาลองร้านที่ตึกใบหยกดู ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ 1. ตึกที่เคยสูงที่สุดในประเทศ ไม่ได้มีอะไรน่าดึงดูด มันก็แค่ "สูง" เราว่าตึกมันเก่าไป ข้างในควร renovate 2. อาหารก็ "OK" นะครับ แต่เฮ้ย เมืองไทย อาหารอะไรพวกนี้ เราหากินที่ไหนก็ได้ เหมือนกันแหละ ก็ควรไปลองสักครั้งนะครับ ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่สำหรับเรานะ เราคิว่าธุรกิจที่ดีต้องมีการ "ซื้อซ้ำ" เราว่าเสน่ห์ของตึกไม่มี เราก็แค่อยากพาลูกและภรรยาไปลองก็แค่นั้นเอง OK... ได้ "ลอง" แล้วนะ หรืออาจจะเป็นความชอบส่วนบุคคลก็ได้นะครับ เราชอบอาหารใน food court มากกว่า เรียบง่าย ไม่เวิ่นเว้อ สำหรับเรา ณ ตอนนี้นะครับ
ประเทศที่เราอยากใช้ชีวิตช่วง semi-retire เรียงตามลำดับ 1. สิงคโปร์ 🇸🇬 🇸🇬 🇸🇬 (เป็นระเบียบ ใกล้เมืองไทย) 2. เมืองไทย 🇹🇭 🇹🇭 (ค่าครองชีพถูก ได้ดูแล ส.ว.) 3. ออสเตรเลีย 🇦🇺 (ค่าครองชีพแพง แต่ลูกค้าเราก็อยู่ที่นี่ ลูกเรา 2 คนอยู่ที่นี่) เหตุผลถ้าจะลง detail, อธิบายยากครับ ต้องนั่งคุยตัวเป็น ๆ Note: บริบทในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีถูกไม่มีผิด เราถือ 2 สัญชาติ + 1 PR เราก็เลยสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ 3 ประเทศ Echo Chamber (ห้องแห่งเสียงสะท้อน) คือสถานการณ์ที่บุคคลได้รับข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น หรือความเชื่อเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ราวกับตะโกนอยู่ในห้องปิดทึบแล้วได้ยินแต่เสียงของตัวเองสะท้อนกลับมา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในยุค Social Media ที่ Algorithm ถูกออกแบบมาให้ "ป้อน" สิ่งที่คุณชอบ (Engagement) และ "คัดกรอง" สิ่งที่คุณไม่ชอบออกไป
ผลลัพธ์คือ คุณจะถูกห้อมล้อมด้วยคนที่คิดเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน จนเกิดภาพลวงตาว่าความคิดของคุณคือ "ความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว" และมองเห็นคนที่คิดต่างเป็น "ศัตรู" หรือ "คนแปลกประหลาด" 1. การอยู่ใน Echo Chamber ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยทางจิตใจ (Comfort Zone) เพราะไม่มีใครมาคัดค้านเรา แต่ในระยะยาว มันคือการ "ขังตัวเองทางปัญญา" 2. เมื่อได้รับข้อมูลด้านเดียว เราจะขาดข้อมูลเปรียบเทียบ ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย 3. เราจะมองคนคิดต่างด้วยอคติ ลดทอนความเป็นมนุษย์ของพวกเขา และนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง 4. การเรียนรู้สิ่งใหม่มักเกิดจากการถกเถียงและรับฟังความเห็นที่แตกต่าง หากเราปิดหูจากเสียงเหล่านั้น เราก็จะย่ำอยู่กับที่ 5. การทำลายกำแพง Echo Chamber ต้องอาศัยความกล้าหาญและวินัยในการเสพสื่อ ดังนี้: - ตระหนักรู้ว่า "เราอาจผิดได้" (Intellectual Humility): จุดเริ่มต้นสำคัญคือการยอมรับว่า สิ่งที่เรารู้อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เตือนตัวเองเสมอว่าอัลกอริทึมกำลังเล่นกลกับเรา ข้อมูลที่เราเห็นถูกคัดมาเพื่อเอาใจเรา ไม่ใช่เพื่อเสนอความจริง - จงใจมองหา "ความเห็นต่าง": ลองกดติดตามเพจ สำนักข่าว หรือบุคคลที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับคุณ (อย่างสร้างสรรค์) ไม่ใช่เพื่อไปด่าทอ แต่เพื่อไป "สังเกตการณ์" ว่าพวกเขามีตรรกะหรือเหตุผลอะไร การทำแบบนี้จะช่วยให้ Algorithm เริ่มเรียนรู้ว่าคุณต้องการข้อมูลที่หลากหลายขึ้น - ฝึกตั้งคำถามกับสิ่งที่ "ถูกใจ": เมื่อเห็นข่าวหรือโพสต์ที่เชียร์ฝ่ายที่คุณชอบ ให้หยุดคิดสักนิดก่อนกดแชร์ ตรวจสอบแหล่งที่มา (Fact-check) เพราะข่าวปลอมมักทำงานได้ดีที่สุดกับคนที่พร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว - ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อโต้แย้ง (Empathic Listening): เมื่อคุยกับคนที่คิดต่าง ลองวางอีโก้ลง แล้วถามเขาว่า "ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น?" ด้วยความอยากรู้จริงๆ คุณอาจไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขา แต่คุณจะเข้าใจ "ที่มา" ของความคิดเขามากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเกลียดชังในใจเราได้ ที่เขียนมาทั้งหมดก็แค่อยากจะบอกว่า: การก้าวออกจาก Echo Chamber อาจทำให้คุณรู้สึกอึดอัดในช่วงแรก เพราะคุณจะได้ยินเสียงที่คุณไม่ชอบ แต่เสียงเหล่านั้นคือสัญญาณว่าคุณกำลังอยู่ใน "โลกแห่งความจริง" โลกที่มีความหลากหลายและซับซ้อน การเปิดใจรับฟังความต่างไม่ได้แปลว่าจุดยืนคุณเปลี่ยนไป แต่มันจะทำให้จุดยืนของคุณ "แข็งแรงขึ้น" เพราะผ่านการพิจารณามาอย่างรอบด้านแล้วนั่นเอง ...ไหว้ย่อ... 14/02/2026 💕💕💕 ลูกสาว อายุเกิน 15 ปีแล้วต้องทำบัตรประชาชนไทย 🇹🇭
และบัตรแรกต้องทำที่ภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านเท่านั้น 1. เอกสารทุกอย่าง ไม่ต้องถ่ายเอกสาร ไม่ต้องถ่ายรูป passport-sized photo เอาแค่ตัวจริงไป ใบเกิด ทะเบียนบ้าน และ passport เล่มเดิมที่เคยทำที่ออสเตรเลียตอนเด็ก 2. คุณพ่อ คุณแม่ ก็ passport (คุณแม่) และบัตรประชาชนไทย (ของคุณพ่อ) และทะเบียนสมรส 3. พยาน 1 คน ว่าลูกสาวเราเป็นคนไทยจริง ๆ เราก็เอาน้องสาวเรานี่แหละ ก็คือคุณอาของลูกสาวเรา ต้องมีการสัมภาษณ์จากปลัดอำเภอ เพราะน้องอายุเกินแล้ว ปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่บริการดีมากถึงมากที่สุดครับ ปลัดอำเภออาจจะพิมพ์ช้าหน่อย ดูเหมือนเขาจะพิมพ์สัมผัสไม่ได้ เราอยากจะพิมพ์ให้มากเลย น่าจะคล่องกว่า แต่ overall บริการดีมากถึงมากที่สุดครับ ลูกสาวเราก็ได้บัตรประชาชนไทยเลยทันที จำไม่ได้ว่าค่าทำบัตรเท่าไร น่าจะ 50 บาทนะครับ ทุกอย่าง streamline กันมากขึ้น รอดู e-government ของรัฐบาลชุดใหม่นะครับ 🇹🇭 ประทับใจกับทุก trip และพร้อมที่จะ semi-retire ที่เมืองไทยและสิงคโปร์ (ช่วงหน้าหนาวของ NSW) หลาย ๆ คนบอกว่าเมืองไทยเหมาะแค่มาเที่ยว ไม่เหมาะที่จะอยู่เลย ก็ไม่เป็นไรครับ นั่นคือปัญหาของเขา ไม่ใช่ปัญหาของเรา เพราะเราจะมาอยู่เลย ไม่ใช่แค่มาเที่ยว 🇹🇭 🇹🇭 🇹🇭 ทำงานได้เงิน AUD ใช้ชีวิตที่ไหนก็ได้ครับ ขอแค่มีเงิน ทุกเช้า เราก็ยังทำ phone consultation เหมือนเดิม Optus roaming: $5/day สะดวกครับ มี face-to-face consultation เมื่อไร ก็บินกลับ Australia ได้เสมอ ชีวิตติดปีกอยู่แล้ว ลูกชายเราจะจบ Uni เดือน May แล้วครับ ลูกสาว gap year (UOW) 2-bedroom apartment ที่ซื้อเอาไว้ให้ลูกที่ Sydney ก็น่าจะเสร็จปลายปีหรือต้นปีหน้า อย่างไรก็ได้ ได้หมด ไม่มีปัญหา การเงินก็พร้อมอยู่แล้ว จ่ายสดก็ได้ กู้ก็ได้ ไม่ได้ซีเรียสตรงจุดนี้ ชีวิตที่เหลือคือ "กำไร" ลูกทั้ง 2 คนโตแล้ว
ลูกชายเราจะจบ Uni เดือน May แล้วครับ ลูกสาว gap year (UOW) ตอนนี้ ทุกครั้งที่ daddy emails หา property agent ไม่ว่าจะเป็น seller agent หรือ buyer agent ไม่ว่าจะที่ Australia หรือ Bali ก็ต้อง BCC พวกเขาทั้ง 2 คนด้วย ลูก ๆ จะได้รู้ว่า daddy กับ mummy ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ซื้ออสังหาที่ไหน อะไร อย่างไร เพราะทุกที่ที่ซื้อ พวกเราซื้อเป็น Discretionary Trust (Family Trust) หมดเลยครับ วันหนึ่งที่เรา 2 คนไม่อยู่ ลูกทั้ง 2 ก็รับช่วงต่อได้เลยทันที ไม่ต้องมีพินัยกรรม ที่ทำทุกอย่างทุกวันนี้ ก็เพื่อพวกเขา 2 คนแหละครับ 12/02/2026 มุมจากชั้น 15 🇸🇬
เราสามารถอยู่ที่บ้านได้ทั้งวันครับ 24hr เพราะนี่มันคือบ้านของเรา Apartment 2 ห้องนอน ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก เป็นอะไรที่ลงตัว ไม่มีหนี้ ถ้าปล่อยเช่าก็ $4,500 SGD ต่อเดือน แต่เลือกที่จะเก็บเอาไว้อยู่เอง ลูกสาวเราจบ year 12 แล้ว พวกเราก็จะกลับมาใช้ชีวิตที่นี่บ่อยขึ้น 💕💕💕 part of semi-retire Singapore trip ครั้งนี้ ไม่หอบเสื้อผ้ากลับ Trip ก่อน เมื่อ July 2024 ก็ทิ้งเอาไว้หลายชุดเหมือนกัน พร้อมทั้ง Chromebook ค่อย ๆ โยกย้าย 💕💕💕 ทำงานได้จากทั่วโลก ยังทำงานเหมือนเดิม Follow timezone ของ NSW 💕💕💕 ที่นี่: Singapore 🇸🇬 🇸🇬 ทุกการขึ้นศาลคือ training ground ของน้อง ๆ ในทีม
โอกาสที่หาไม่ได้ที่ไหน ทุกที่จะหวงแหนและกีดกัน แต่ที่ "J Migration Team" จะตรงกันข้าม Sharpen our saw!!! เราโชกโชนในสนามแล้ว พร้อมวางเขี้ยวเล็บ น้อง ๆ ก็ต้องอยู่แถวหน้า เราก็จะค่อย ๆ ถอยมาอยู่แถวหลัง เป็น conductor พร้อมส่งต่อความสำเร็จ คอยยิ้มที่มุมปาก ดูความสำเร็จของน้อง ๆ ในทีม มีความสุขกว่ากันเยอะครับ ค่อย ๆ ล้างมือในอ่างทองคำ |
AuthorJohn Paopeng Archives
February 2026
Categories |
RSS Feed